logo
Copyright Tadatoy 2016
TADATOY | adminweb
3
archive,author,author-adminweb,author-3,ajax_fade,page_not_loaded,,qode-title-hidden,qode_grid_1300,side_area_uncovered_from_content,footer_responsive_adv,hide_top_bar_on_mobile_header,qode-content-sidebar-responsive,columns-3,qode-theme-ver-10.1.1,wpb-js-composer js-comp-ver-5.0.1,vc_responsive

ในช่วงวัย 6-10 เดือน ลูกน้อยจะเริ่มมีพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวได้ แต่เด็กบางคนก็พัฒนาการข้ามขั้นคือไม่ยอมคลานแล้วจะลุกเดินเลย ซึ่งแม้พ่อแม่จะมองว่าไม่เป็นไรเดินเลยก็ได้ ความจริงแล้วการ "คลาน" นั้นสำคัญและมีส่วนช่วยเสริมพัฒนาการด้านอื่นได้มากค่ะไม่ว่าจะเป็น - ด้านกล้ามเนื้อข้อต่อต่างๆ - ด้านสมอง ที่เกี่ยวโยงกับการทำงานของสมองทั้งสองซีก - ด้านร่างกาย การทรงตัว การประสานกันของมือ-ตา ซึ่งมีผลต่อการเล่นกีฬาในอนาคต - ด้านการใช้สายตาและการมองเห็น ที่มีผลกับการสังเกตหาเป้าหมาย เช่นการรับส่งบอล รวมถึงการขับรถในอนาคตอีกด้วย หรือ มี      ปัญหาการวางแผนการเคลื่อนไหวเมื่อโตขึ้นนั่นเองค่ะ มาฝึกลูกคลานกันเถอะ 1. ปล่อยให้ลูกอยู่บนพื้นราบ ไม่อุ้มตลอดเวลา จัดสถานที่ให้เหมาะสม อาจใช้แผ่นรองคลาน ก็ได้ค่ะ เมื่อลูกคว่ำแล้วแต่ไม่ยอมคลานก็อย่าเพิ่งอุ้มนะคะ 2. ชวนแข่งกันคลาน ใช้ของเล่นมีสีและเสียงหลอกล่อ แม่อยู่ด้านหน้า พ่อคอยคลานข้างลูก กระตุ้นให้สนุกและชักจูงให้เคลื่อนไหว 3. ฝึกปีนป่าย หาจุดเป้าหมายให้ลูก เช่นทำอุโมงค์จำลองน่ารักๆ กระตุ้นให้ลูกลอดข้ามมาหา 4. ฝึกท่ายืนเข่า เพื่อให้ลูกลงน้ำหนักหัวเข่า และลงน้ำหนักมือได้ พ่อแม่คอยอยู่ด้านหลังและประคองลำตัว ทำแค่ช่วงสั้น...

อยู่ในท้องคุณแม่มาตั้ง 9 เดือน ได้เวลาออกสู่โลกกว้างทั้งทีเบบี๋จึงต้องการอิสระและ พื้นที่สำหรับยืดแขนขา เรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบข้าง ซึ่งการนอนคลาน นั่ง ยืน และเดิน วิ่ง ที่อิสระและถูกต้องเป็นการฝึกพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูกน้อย และยังเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการด้านอื่นๆ เช่นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความเข้าใจในภาษา และทักษะการช่วยเหลือตัวเอง เราไปดูกันค่ะว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่มักปิดกั้นอิสระลูกโดยไม่รู้ตัวแบบไหนกันบ้าง "ห่อตัวด้วยผ้า" หลังคลอดลูกน้อยยังคงต้องการอบอุ่นและรู้สึกปลอดภัยเหมือนอยู่ในท้องแม่ แต่การห่อตัวให้ลูกตลอดเวลานั้นไม่ดีแน่ค่ะ พ่อแม่ควร ปล่อยให้ลูกได้เหยียดยืดแขนขาอย่างอิสระ บนพื้นผิวเรียบแน่นและไม่นุ่มจนเกินไปจะทำให้ลูกได้เริ่มฝึกพัฒนาการด้วยตัวเองค่ะ "อุ้มผิดท่า" การอุ้มด้วยความรักจากพ่อแม่นอกจากจะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยแล้ว การอุ้มที่ถูกหลักจะทำให้ลูกยืดเหยียดข้อต่อและกล้ามเนื้อได้อย่างดี แต่หากว่าอุ้มผิดท่าระวังเบบี๋จะเจอปัญหากล้ามเนื้อหลังยึดตึง หรือกล้ามเนื้อหัวไหล่ไม่แข็งแรงได้นะคะ "เตียงผู้ใหญ่" พ่อแม่หลายท่านมักเลี้ยงลูกบนเตียงของตัวเอง ซึ่งไม่เหมาะนะคะเพราะเตียงผู้ใหญ่มักปูด้วยผ้าลื่นเมื่อลูกเคลื่อนที่ไปมาจะรู้สึกไม่มั่นคงลื่นไปลื่นมานั่นเองค่ะ "Car seat" แน่นอนว่าเป็นสิ่งจำเป็นและเพิ่มความปลอดภัยให้ลูกอย่างมาก แต่พ่อแม่ควรแวะพักให้ลูกได้ขยับเหยียดตัวบ้าง เพราะนั่งท่าเดิมนานๆ อาจส่งผลให้กล้ามเนื้อยึดติด เป็นการขัดขวางพัฒนาการเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ของลูกได้ค่ะ “เก้าอี้โยก” ลูกน้อยหลับง่ายดายบนเก้าอี้โยก แต่รู้ไหมคะว่าไม่ควรปล่อยลูกนอนบนนั้นนานเกินไปแนะนำให้อุ้มย้ายไปนอนเบาะลูกจะดีกว่าค่ะ เจ้าตัวเล็กจะได้เหยียดแข้งขาอย่างสบ๊ายย "เก้าอี้เด้งดึ๋ง“ ดึงดูดความสนใจได้ทั้งสีสันและเสียงเพลง ปล่อยลงไปเมื่อไหร่ลูกก็โดดเด้งจนเพลิน แต่ขอแนะนำว่าเหมาะกับลูกวัย 1 ขวบขึ้นไปนะคะและไม่ควรปล่อยให้เล่นนานด้วยเพราะการเด้งดึ๋งแบบนี้ อาจส่งผลต่อการนั่ง การเดิน เช่นลูกจะชินกับการเขย่งหรือจิกปลายเท้า ที่เด็กบางคนอาจเดินเขย่งหรือจิกปลายเท้าเพราะไม่ได้ลงน้ำหนักที่ฝ่าเท้าเต็มๆ...

พ่อแม่ที่กำลังมีลูกวัย 1-3 ขวบ รู้สึกไหมคะว่าลูกเราดื้อจัง ให้ทำอะไรหนูก็บอก ไม่ ไม่ ตลอด ความจริงเด็กวัยนี้พัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ และสมอง ก้าวหน้าขึ้นมากจนลูกเริ่มเป็นตัวของตัวเอง อยากเลือกสิ่งที่ตัวเองชอบหรือไม่ชอบ อยากทำอะไรด้วยตัว หรือที่เรียกว่า “พฤติกรรมต่อต้าน” ซึ่งถือว่าเป็นไปตามวัย พ่อแม่อย่าเพิ่งหงุดหงิดไปนะคะ ลองพยายามเข้าใจและแก้ปัญหาเป็นสเตปตามนี้ดูค่ะ 1. “แจ้งให้ทราบ” หากลูกรู้สึกว่ากำลังโดนขัดใจ หรือโดนพรากจากกิจกรรมที่กำลังสนใจอยู่ทันที ลูกจะเกิด “พฤติกรรมต่อต้าน” พ่อแม่ ลองให้เวลาและแจ้งลูกล่วงหน้า เช่น อีก 10 นาที ไปบ้านคุณยายกันนะ ซึ่งถ้าลูกได้ฟังแล้วต่อต้านก็ปล่อยให้ลูกระบายความรู้สึก หรือเล่น ไปก่อนค่ะ 2. “เริ่มคุยด้วยความเข้าใจ” เมื่อถึงเวลาที่ลูกต้องหยุดเล่นเพื่อไปอาบน้ำแล้ว แต่ลูกยังไม่หยุดและโวยวาย พ่อแม่ลองค่อยๆ คุยกับลูกอย่างสงบด้วยประโยคกระชับ เช่น “แม่รู้ว่าลูกกำลังสนุกมากๆ แต่ตอนนี้ได้เวลาที่ต้องไปหาคุณยายแล้ว คุณรออยู่อยู่ เราต้องไปแล้วค่ะ” ซึ่งการพูดลักษณะนี้เป็นการฝึกให้ลูกค่อยๆ...

แม่ต้องให้นมหนูบ่อยแค่ไหนกันนะ เพราะนมของแม่นั้นย่อยง่ายสบายท้องเลยทำให้ลูกน้อยรู้สึกหิวบ่อยค่ะ ซึ่งในช่วงแรกเป็นเบบี๋ลูกอาจจะ ต้องดื่มนมทุกๆ 1-2 ชม. ครั้งละประมาณ 10 นาทีหรือนานกว่านั้นก็ได้ แต่เมื่ออายุ 1 ปีขึ้นไป ลูกน้อยจะ นอนกลางคืนนานขึ้นจึงควรให้ลูกดื่มจนพอใจหรือเมื่อหิว พ่อแม่ลองสังเกตอาการตามนี้นะคะ เช่น เมื่อลูกน้อยพยายามส่ายหน้าเหมือนกำลังมองหาอะไรสักอย่าง เอานิ้วเขี่ยริมฝีปาก อ้าปาก ดูดนิ้วมือ หรือร้องไห้ ก็ให้คุณแม่เตรียมตัวให้นมเบบี๋ได้เลยค่า...

ก้าวแรกของหนูกับพ่อแม่ ช่วงอายุ 1 ขวบเป็นต้นไปเจ้าตัวเล็กบางบ้านจะเริ่มเตาะแตะ ยืนเกาะเฟอร์นิเจอร์ ค่อยๆ ก้าวเดินแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีมากๆ พ่อแม่ควรช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลูกน้อยขึ้นอีก ด้วยการจับลูกเดินค่ะ อาจจับจากทางด้านหน้า หรือทางด้านหลัง แล้วให้ลูกลองก้าวตามดู ช่วยเสริมพัฒนาการ สร้างความมั่นใจ แล้วยังได้ใช้เวลาร่วมกันด้วยนะคะ ^^...

เคล็ดลับดูแลผิวพรรณคุณแม่มือใหม่ เป็นคุณแม่แล้วก็ยังสวยได้นะคะ ฉะนั้นระหว่างที่ตั้งครรภ์ลูกน้อยพี่ทาดามีเคล็ดลับการดูแลผิวมาฝากค่ะ 1. ทาครีมบำรุงหลังอาบน้ำโดยเฉพาะขาดไม่ได้ในช่วง 2-3 เดือนสุดท้าย ซึ่งต้องเน้นที่บริเวณใต้สะดือและบริเวณขอบกางเกงชั้นใน 2. แม่ควรดื่มน้ำสะอาดมากๆ ให้ร่างกายและผิวพรรณสดชื่นตลอดเวลา 3. ออกกำลังกายเบาๆ อย่างว่ายน้ำ โยคะ เดินเบา เพื่อความยืดหยุ่นของผิวหนัง ถ้าทำได้ครบตามนี้ พี่ทาดารับรองว่า ระบบขับถ่ายดี แถมสุขภาพจิตก็ยังดีตามมาอีกด้วย จะได้เป็นคุณแม่ที่สวยสดใสพร้อมต้อนรับสมาชิกใหม่ยังไงล่ะคะ 😉...

ผักบำรุงน้ำนมที่คุณแม่ไม่ควรพลาด ทราบกันดีอยู่แล้วนมแม่นั้นดีที่สุด แต่จะบำรุงอย่างไรให้มีน้ำนมมากพอสำหรับเจ้าตัวเล็ก พี่ทาดาขอแนะนำผัก 4 ชนิดที่เหมาะจะรับประทานเพื่อเพิ่มน้ำนมค่ะ 1. หัวปลี ที่อุดมไปด้วยแคลเซียม โปรตีน ฟอสฟอรัส และวิตามินซี 2. ใบกะเพรา มีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส และรสเผ็ดร้อน ช่วยจะกระตุ้นให้น้ำนมไหลมากขึ้น 3. ฟักทอง ที่อัดแน่นด้วย วิตามินเอ บี ซี ฟอสฟอรัส และเบต้าแคโรทีน ช่วยน้ำนมและช่วยลดหน้าท้องลายได้อีกด้วย 4. มะละกอ รับประทานแล้วช่วยขับน้ำนมได้ดี จะเลือกทานสุกก็ได้หรือเอาดิบมาปรุงอาหารก็อร่อยค่ะ คุณแม่ท่านไหนน้ำนมน้อยลองเลือกผักเหล่านี้ไปปรุงอาหารกันได้ รับรองเจ้าตัวเล็กปลื้มแน่นอนค่ะ ...

ฟันซี่แรกของเจ้าตัวน้อย เป็นที่ทราบกันดีว่า เด็กน้อยในวัย 6 เดือนนั้น เป็นช่วงที่เจ้าหนูมีพัฒนาการหลายอย่างที่เห็นได้ชัดจนพ่อแม่ต้องทึ่งเลยล่ะค่ะไม่ว่าจะเป็นการพลิกคว่ำที่คล่องแคล่วมากขึ้น เริ่มสามารถคืบไปข้างหน้าหรือข้างหลังได้ ทรงตัวได้ดีขึ้นในการนั่ง และถือขวดนมหรือของเล่นได้เอง นอกจากนี้ ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญที่เจ้าตัวน้อยมี นั่นก็คือ ฟันซี่แรกเริ่มขึ้นแล้ว (:o) ฟันที่เริ่มขึ้นนี้ จะทำให้หนูน้อยมีอาการเข็ดฟันคันเหงือกอยู่เนืองๆ คุณพ่อคุณแม่ควรหายางกัดสำหรับเด็กมาให้เค้าขบเล่น จะได้ช่วยกระตุ้นให้ฟันขึ้นได้ดีค่ะ และช่วงนี้การดูดนมจากเต้าของแม่ ลูกน้อยอาจขบกัดทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บได้ ซึ่งคุณแม่อาจจะให้เจ้าหนูเริ่มดื่มนมจากขวดได้แล้วค่ะ...