logo
Copyright Tadatoy 2016
TADATOY | สรรสาระเรื่องลูกน้อย
89
archive,category,category-89,ajax_fade,page_not_loaded,,qode-title-hidden,qode_grid_1300,side_area_uncovered_from_content,footer_responsive_adv,hide_top_bar_on_mobile_header,qode-content-sidebar-responsive,columns-3,qode-theme-ver-10.1.1,wpb-js-composer js-comp-ver-5.0.1,vc_responsive

ก้าวแรกของหนูกับพ่อแม่ ช่วงอายุ 1 ขวบเป็นต้นไปเจ้าตัวเล็กบางบ้านจะเริ่มเตาะแตะ ยืนเกาะเฟอร์นิเจอร์ ค่อยๆ ก้าวเดินแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีมากๆ พ่อแม่ควรช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลูกน้อยขึ้นอีก ด้วยการจับลูกเดินค่ะ อาจจับจากทางด้านหน้า หรือทางด้านหลัง แล้วให้ลูกลองก้าวตามดู ช่วยเสริมพัฒนาการ สร้างความมั่นใจ แล้วยังได้ใช้เวลาร่วมกันด้วยนะคะ ^^...

รู้จักพัฒนาการของเบบี๋วัยแรกเกิด 0-30 วันกันเถอะ ลูกน้อยวัยนี้ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เริ่มทำงานแล้วนะคะ เจ้าตัวเล็กจะได้ยินเสียงจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว น้ำเสียงอบอุ่นของพ่อแม่ ทั้งยังรู้สึกร้อนหนาว ร้องเมื่อหิว เจ็บ เปียกแฉะ ซึ่งถือได้ว่าประสาทสัมผัส ทั้ง 5 ทำงานเกือบเป็นปกติแล้ว ยกเว้นการมองเห็นค่ะ เพราะทารกแรกเกิด – 30 วัน จะสามารถมองเห็นเพียงลางๆ คล้ายทีวีขาวดำ ในระยะ 1 ฟุตเท่านั้น ช่วงนี้อากาศค่อนข้างร้อน อุณหภูมิและอากาศรอบตัวลูก จึงสำคัญมากค่ะเพราะเจ้าตัวเล็กเพิ่งเกิด อุณหภูมิในร่างกายจึงต่ำกว่าผู้ใหญ่ พ่อแม่ควรต้องรักษาอุณหภูมิรอบๆ ตัวลูกให้คงที่ โดยเฉพาะเมื่อให้ลูกนอนในห้องแอร์ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง พร้อมรับพัฒนาการในขั้นต่อไปนะคะ...

ลูกน้อยวัย 2-18 เดือน มี 5 พัฒนาการสำคัญอะไรบ้างนะที่พ่อแม่ควรสังเกต 1. ช่วงอายุ 2 เดือน เริ่มคอแข็งและชันคอได้เอง 2. ช่วงอายุ 3-4 เดือน เริ่มมีพัฒนาการกล้ามเนื้อมือ มีแรงหยิบจับของเล่น 3. ช่วงอายุ 9 เดือน ลูกลุกนั่งเองได้แล้ว 4. ช่วงอายุ 10 เดือน ลูกสามารถลุกขึ้นยืนได้ 5. ช่วงอายุ 18 เดือน ลูกเริ่มเดินเองได้แล้ว ข้อมูลเหล่านี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาโดยเฉลี่ยของพัฒนาการเท่านั้นนะคะ เพราะเด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน จะมีพัฒนาการที่เร็วช้าต่างกันด้วย ถ้าหากลูกน้อยของเราเติบโตเร็วหรือช้ากว่าที่เล่ามานี้เล็กน้อย ก็ไม่ต้องกังวลจนเกินไปนะคะ ค่อยๆ ให้ลูกน้อยของเราเติบโตอย่างที่เขาเป็นจะดีที่สุดค่ะ แต่ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ไม่สบายใจ ก็ลองปรึกษาคุณหมอบ้างก็เป็นเรื่องที่ดีนะคะ ...

  ลูกชายของแม่ต้องเรียนรู้อะไรบ้างนะ แน่นอนว่าการเลี้ยงลูกผู้ชายจะค่อนข้างแตกต่างจากการเลี้ยงลูกผู้หญิงนะคะ เพราะว่าตามปกติแล้วเด็กผู้ชายจะมีความรั้น มากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของคุณแม่เท่าไร พี่ทาดาเลยขอนำเสนอสิ่งที่คุณแม่ควรจะสอน ลูกชายตั้งแต่เด็กมาฝากนะคะ ไปดูกันเลย 1.สอนให้ลูกของเราเล่นกีฬา เพราะว่ากีฬาจะทำให้ได้มิตรภาพที่ดี ช่วยสอนให้รู้จักน้ำใจนักกีฬา รู้จักยอมรับในกฏกติกาของ เกมส์ฝึกให้ลูกน้อยมีระเบียบวินัย อีกทั้งการเล่นกีฬายังสามารถฝึกความว่องไวในการตัดสินใจอีกด้วยนะจ้ะ 2.สอนในเรื่องของการออมเงินให้อยู่ เพราะเขาจะต้องเติบโตต่อไปเป็นหัวหน้าครอบครัวดังนั้นเรื่องเงินก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรมอง ข้ามนะคะ 3.สอนงานบ้านให้ลูกน้อยของเราด้วย เมื่อเขาโตขึ้นจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระภายในบ้าน เพราะเราเป็นผู้ชายเราก็ไม่ควรให้คู่ครอง ของเราเหนื่อยอยู่คนเดียวจริงมั้ย 4.สอนการรักษาความสะอาด ขณะปัสสาวะ เมื่อต้องไปอยู่ในสถานที่อื่นเขาจะได้ระมัดระวัง ไม่ทำให้คนที่ต้องใช้ห้องน้ำต่อเดือดร้อน 5.สอนความเป็นลูกผู้ชายให้กับเขา ที่จะต้องไม่รังแกผู้อื่น ต้องปกป้องผู้อื่นและป้องกันตัวเอง รวมทั้งให้เกียรติผู้หญิงด้วย 6.สอนเรื่องความเข้มแข็ง อดทน ให้ลูกน้อยได้รู้ไว้ และก็ต้องสอนในเรื่องของ ความอ่อนโยนควบคู่ไปด้วย 7.สอนให้ลูกน้อยกล้าที่จะแสดงออก และมั่นใจที่จะตัดสินใจ เนื่องจากบางสถานการณ์ในอนาคตเราอาจจะต้องเป็นที่พึ่งให้กับคนอื่น 8.สอนให้ลูกตั้งใจเรียนให้เต็มที่ เพราะความรู้นั้นจะติดตัวเราไปจนโตเลย 9.สอนให้ลูกรู้จักการพูดสุภาพ และการเคารพ ให้เกียรติผู้ใหญ่ 10.สอนความเป็นผู้นำให้กับลูก และในขณะเดียวกันก็ต้องสอนให้ลูกรู้จักการรับฟังความคิดเห็นของผู้ตามด้วย 11.สอนให้ลูกรู้จักการมีอารมณ์ขัน เพราะบางเวลาคนรอบข้างของเราอาจจะต้องการผู้ที่สร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเขาก็ได้ 12.การ “ให้” อะไรก็ได้กับภรรยาแบบไม่มีเหตุผลหรือต้องวาระพิเศษ เป็นความคิดที่ดีเสมอ 13.ควรรักและเคารพคู่ครองของเราเพียงคนเดียว เพราะเขาอาจจะเหนื่อยกว่าเรามาก ทั้งทำงานและต้องดูแลลูกน้อยทุกเวลา 14.สอนให้ลูกรู้จักตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ต้องมาหา และดูแลท่านด้วยยามท่านชราลง เพียงเท่านี้ลูกน้อยของเราก็จะเติบโตเป็นหัวหน้าครอบครัวที่คุณสมบัติเพียบพร้อม และเป็นคนดีของสังคมด้วยจ้า บทความโดย พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ขอบคุณข้อมูลจาก : www.breastfeedingthai.com...

ทำไม ลูกฟันขึ้นช้า ? ฟันของลูกจะมีการขึ้นช้าหรือเร็วแล้วแต่ พฤติกรรมและโครงสร้างของขากรรไกรแต่กำเนิด ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่าอายุ เท่าไรจะต้องมีกี่ซี่ เด็กบางคนมีความผิดปกติของการจัดเรียงตัวของฟันและขากรรไกร ทำให้ฟันขึ้นช้ากว่าปกติ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ เป็นกังวลเรื่องนี้ ควรจะพาลูกน้อยของเราไปปรึกษาแพทย์นะคะ สังเกตอาการ ลูกฟันขึ้น 1.ทารกบางคนงอแงจากอาการปวด เจ็บตรงบริเวณเหงือกที่ฟันกำลังจะขึ้น  ประมาณ 3-5 วันก่อนที่ฟันจะโผล่ขึ้นมา หลังจากนั้น ก็จะไม่เจ็บ แล้ว ในขณะที่ทารก บางคนไม่มีอาการอะไรเลยก็มี 2.ลูกน้อยอาจจะหาสิ่งของหรือนิ้วตัวเองกัดมาขึ้น และอาจจะไม่ยอมกิน หรือดื่มอะไรเลยเนื่องจากอาการปวด ถ้าอาการไม่รุนแรง เมื่อฟันโผล่ขึ้นมาแล้วอาการเหล่านี้จะหายไป แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่สบายใจ แนะนำว่าควรสังเกตุและปรึกษาแพทย์บ่อยๆนะคะ ถ้าเบบี๋เจ็บตอนฟันขึ้นจะช่วยอย่างไรดี 1.สามารถให้ลูกน้อยทานยกแก้ปวดสำหรับเด็กได้  อย่างอะเซตามิโนเฟน แต่ต้องระวังห้ามให้ลูกน้อยทานยา แอสไพรินเด็กขาด เพราะอาจจะทำให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงได้ 2.คอยนวดเหงือกลูกน้อยเบาๆครั้งละ 2 นาที เค้าจะรู้สึกดีขึ้นอย่างแน่นอน 3.หาของเล่นที่ปลอดภัยให้เค้าได้กัดเล่น ระบายความปวด ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็นๆยะคะ บางครั้งลูกจะไม่ทานอาหาร ก็อาจจะเป็นเหตุผลมาจากฟันของเค้าก้ได้ แต่ไม่นานเจ้าหนูน้อย ก็จะกลับมาหายเป็นปกติจ้า...

ลูกน้อยพัฒนาการช้าลงเพราะ ถุงมือและถุงเท้า จริงหรือ? คุณพ่อคุณแม่หลายคนนิยมซื้อถุงมือและถุงเท้าใส่ให้กับลูกน้อย ด้วยความเป็นห่วงที่กลัวว่าลูกน้อยจะไม่สามารถปรับสภาพ ร่างกายตามอุณหภูมิภายนอกที่เปลี่ยนไปได้ จนอาจจะทำให้เกิดอาการหนาวจนนำไปสู่การเป็นไข้ไม่สบายได้ อีกเหตุผลหนึ่ง คือ การป้องกันเล็บของลูกน้อยที่อาจจะข่วนใบหน้าของตัวเองเนื่องจากในช่วงแรกๆนั้นเล็กของลูกน้อยยังไม่แข็งแรงทำให้ คุณพ่อคุณแม่เลือกที่จะเลี่ยงการตัดเล็บให้ลูกน้อย จากเหตุผลข้างต้นนั้นก็ต้องถือว่า ถุงมือและถุงเท้า สามารถสร้างประโยชน์ ได้พอสมควรเลย แต่จะไม่ดีแน่ถ้าให้ลูกน้อยใส่ถุงมือและถุงเท้านานจนเกินไป หนูควรใส่ถุงมือตอนไหนกันน้ะ? ในช่วงแรกเกิดของลูกน้อยนั้นการใส่ถุงมือถุงเท้าจะไม่ค่อยมีผลอะไรต่อการพัฒนาการมากนัก แต่เมื่อลูกน้อยเริ่มปรับตัวเข้า กับสภาพแวดล้อมภายนอกครรภ์ของคุณแม่ได้มากขึ้น เริ่มมีการตอบสนองต่อโลกภายนอกมากขึ้น ช่วงเวลานั้นจะเป็นช่วงที่ ลูกน้อยเริ่มมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวนิ้วมือ เคลื่อนไหวมือ ถ้าลูกน้อยยังคงถูกใส่ถุงมืออยู่ ลูกน้อยก็จะกำมือตลอดทำให้ ไม่ได้ฝึกพัฒนาด้านการเคลื่อนไหว เส้นประสาทที่อยู่ที่มือก็จะไม่ได้รับการพัฒนา ดังนั้นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการใส่ถุงมือถุงเท้าให้ลูกน้อย คือ  1-2 อาทิตย์หลังจากคลอดก็เพียงพอแล้ว ส่วนเวลาอื่นๆที่ คุณแม่คิดว่าลูกน้อยจะหนาว ก็สามารถสวมใส่ถุงมือและถุงเท้าได้เช่น เวลานอน หรือฤดูหนาวเป็นต้น “จริงๆแล้วข้อเสียของการใส่ถุงมือและถุงเท้าให้ลูกน้อยนั่นคือการปิดกั้นพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวและการคว้าจับนั่นเอง” การเลือกซื้อถุงมือให้ลูกน้อย ต้องมีการเย็บเก็บด้ายด้านในอย่างเรียบร้อย เนื่องจากการมีด้ายระโยงรยางค์ไม่เรียนร้อยด้านในอาจจะทำให้นิ้วของ ลูกน้อยเข้าไปติดแล้วเกิดเป็นบาดแผลได้นะคะ ไม่ควรเลือกถุงมือที่แข็งหรือหนาจนเกินไปนะคะ เพราะจะทำให้บริเวณมือและเท้าของลูกน้อยเกิดการอับชื้นได้ค่ะ เลือกถุงเท้าที่เนื้อผ้าโปร่ง ระบายอากาศได้ดีและนิ่มต่อการสัมผัสนะคะ  ...

1.โพรไบโอติก ลูกน้อยของเราจะมีระบบภูมิต้านทานที่ดีได้เกิดจาก จุลินทรีย์ตัวนี้นี่เอง! ซึ่งเจ้าตัวน้อยสามารถได้รับตั้งแต่การคลอดผ่าน ทางช่องคลอด การดื่มน้ำนมแม่ และเมื่อลูกน้อยโตขึ้นยังสามารถรับได้จากการทานโยเกิร์ตด้วยน้ะ 2.อาการท้องผูก น้ำผลไม้ หรือ ผลไม้สด จะสามารถช่วยเรื่องระบบขับถ่ายได้ดีเลยทีเดียว สำหรับน้ำผลไม้ควรจะให้ลูกทานได้หลังจาก 6 เดือน ขึ้นไปนะจ้ะ ส่วนผลไม้สด ต้องรอให้ลูกน้อยพร้อมจะเคี้ยวก่อนนะคะ และต้องหั่นชิ้นเล็กๆให้เค้าด้วย เช่น แตงโมชิ้นจิ๋ว มะม่วงสุกชิ้นจิ๋ว และกล้วยชิ้นจิ๋ว 3.ระวังเรื่องการแพ้อาหาร เมื่อลูกน้อยอายุ 6 เดือนขึ้นไป ก็จะสามารถทานอาหารควบคู่ไปกับการดื่มนมแม่ได้แล้ว แต่อาหารที่ให้ลูกน้อยรับประทานนั้น ยังไม่ควรเป็นอาหารกลุ่มเสี่ยงต่อการแพ้ เช่น นมวัว , ไข่ , ถั่วเหลือง , ถั่วลิสง , ข้าวสาลี , อัลมอนด์ และอาหารทะเล 4.โรงลำไส้แปรปรวน สาเหตุจากการที่ลำไส้เคลื่อนตัวผิดปกติ โดยจะพบได้มากถึง 10-20 % โดยอาการคือจะมีการปวดท้องและผิดปกติใน ระบบขับถ่าย ถ้าพบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วนะคะ 5.ความจุกระเพาะของเจ้าตัวน้อย ความจุของกระเพาะจะบ่งบอกได้ว่าลูกต้องการอาหารมากเท่าไหร่ในแต่ละวัน เปรียบเทียบให้เห็นภาพที่ชัดเจน - ลูกอายุ 1 วัน กระเพาะเล็กเท่าลูกแก้ว - ลูกอายุ...

ดูดจุ๊บกับดูดนิ้วต่างยังอย่างไรน้ะ รู้หรือไม่? ลูกดูดนิ้วมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่แล้ว  ซึ่งเหตุผลของการดูดนิ้วก็คือ 1. การกระตุ้นประสาทการรับรส การกระตุ้นการทำงานของช่องปาก ต่อมน้ำลายต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับมื้ออาหาร 2. นอกจากนี้บางครั้งการดูดนิ้วจะแสดงถึงความรู้สึกกังวลหรือไม่ปลอดภัยก็เป็นไปได้นะคะ เพราะว่า ขณะที่ลูกน้อยอยู่ใน ครรภ์ของคุณแม่ ลูกน้อยก็มีความรู้สึกปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา ทำให้พฤติกรรมนี้ติดมาด้วยนั่นเอง 3. ลูกมักจะเลิกดูดนิ้วไปเองเมื่อเขาเจอวิธีอื่น ๆ ที่ช่วยให้ตัวเองสงบและสบายใจได้จ้า ซึ่งการที่ลูกดูดนิ้วนั้นทำให้คุณพ่อคุณแม่เป็นกังวลเสียเหลือเกินเนื่องจากเป็นห่วงว่ามือลูกอาจจะไม่สะอาด และการนำนิ้ว เข้าปากอาจจะทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ จึงเป็นที่มาของ "จุกนมหลอก" ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกน้อย ดูดแทนนิ้วมือนั่นเอง ดูดจุกนมหลอกดีจริงหรือ 1. เมื่อลูกน้อยได้ทานนมแล้ว แต่ยังคงร้องไห้อยู่ จุกนมหลอกจะสามารถช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ 2. ช่วยลด การเล่นน้ำลาย ดูดนิ้ว ดูดปาก 3. การให้เด็กดูดจุกนมหลอก สามารถป้องกันการเกิดภาวะเสียชีวิตเฉียบพลันไม่ทราบสาเหตุ หรือที่เราเรียกว่า SIDS (sudden infant death syndrome) ได้ แต่อยากแนะนำว่าให้รอจนลูกอายุ 1 เดือนขึ้นไปก่อนจึงค่อยเริ่มให้ใช้ จุกหลอก ไม่เช่นนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อการดูดนมแม่ก็เป็นได้ 4. ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่กำลังเตรียมชงนมให้กับลูกน้อย จุกนมหลอกจะสามารถช่วยดึงความสนใจของลูกน้อยให้รอได้นานขึ้น 5. จุกนมหลอกยังอาจถูกใช้เป็นตัวแทนของคุณแม่หรือผู้เลี้ยงดูใกล้ชิดเพื่อลดอาการกังวลจากการแยกจากได้อีกด้วย ข้อเสียของจุกหลอก 1. ถ้าลูกน้อยดูดจุกหลอกจนติดแล้ว อาจจะส่งผลต่อการดูดนมจากคุณแม่ก็เป็นได้ 2. มีโอกาสเป็นที่สะสมเชื้อโรคได้ง่าย หากมีการทำความสะอาดที่ไม่ทั่วถึง และจะส่งผลต่อสุขภาพของลูกน้อปป คุณพ่อคุณแม่คงเห็นแล้วว่าจุกหลอกก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะคะ ที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องให้เวลากับการดูแล เอาใจใส่เรื่องความสะอาดเป็นพิเศษไม่ว่าจะเป็นจุกหลอกหรือนิ้วของลูกน้อย เพราะความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ การเติบโตในก้าวต่อๆไปของลูกน้อยนะจ้ะ อ้างอิงข้อมูล http://www.thelittlegymrama3.com https://www.johnsonsbabyclub.com https://th.theasianparent.com...